top of page

การเลือกผู้รับเหมาเป็นการตัดสินใจที่แพงที่สุดครั้งหนึ่งของโครงการ เพราะเมื่อเซ็นสัญญาไปแล้ว การเปลี่ยนกลางทางหมายถึงทั้งเงินที่จมไปและเวลาที่หายไปหลายเดือน ปัญหาคือเจ้าของโครงการส่วนใหญ่มักเปรียบเทียบกันที่ "ราคารวม" เพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นวิธีที่เสี่ยงที่สุด บทความนี้จะพาไปดูว่า ผู้รับเหมาก่อสร้างครบวงจร ทำงานอย่างไร และมีอะไรบ้างที่ต้องตรวจสอบให้ครบก่อนตัดสินใจ


ผู้รับเหมาก่อสร้างครบวงจรคืออะไร?

ก่อนจะเปรียบเทียบผู้รับเหมาแต่ละราย ต้องเข้าใจก่อนว่าคำว่า "ครบวงจร" ในวงการก่อสร้างหมายถึงอะไร เพราะแต่ละบริษัทนิยามไม่เหมือนกัน และความเข้าใจที่ไม่ตรงกันตรงนี้เองคือต้นตอของข้อพิพาทส่วนใหญ่


บริการก่อสร้างครบวงจรครอบคลุมอะไรบ้าง

บริการรับเหมาก่อสร้างครบวงจรที่แท้จริงจะดูแลตั้งแต่สำรวจพื้นที่ ออกแบบสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมโครงสร้าง ประเมินราคา ยื่นขออนุญาตก่อสร้างกับหน่วยงานราชการ ดำเนินการก่อสร้าง ติดตั้งงานระบบไฟฟ้า ประปา สุขาภิบาล และปรับอากาศ ไปจนถึงการส่งมอบและบริการหลังการขาย ข้อดีคือเจ้าของโครงการคุยกับคู่สัญญาเพียงรายเดียว ไม่ต้องคอยประสานงานระหว่างผู้ออกแบบกับผู้ก่อสร้างเอง และเมื่อเกิดปัญหาหน้างานก็ไม่มีการโยนความรับผิดชอบไปมา


เหมาะกับโครงการแบบไหน

รูปแบบนี้เหมาะกับโครงการที่มีความซับซ้อนทางวิศวกรรม เช่น โรงงานอุตสาหกรรม คลังสินค้า อาคารสำนักงาน หรืออพาร์ตเมนต์ให้เช่า โดยเฉพาะนักลงทุนและนักธุรกิจที่ไม่มีทีมงานภายในคอยคุมงานเต็มเวลา ในทางกลับกัน หากเป็นงานเล็กอย่างต่อเติมพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตร การจ้างผู้รับเหมาทั่วไปอาจคุ้มค่ากว่า


8 เรื่องที่ต้องเช็กก่อนเลือกผู้รับเหมาก่อสร้างครบวงจร

เมื่อได้รายชื่อผู้รับเหมาที่สนใจมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการคัดกรอง ซึ่งควรดูให้ครบทั้งสี่มิติต่อไปนี้ แทนที่จะดูเพียงตัวเลขในใบเสนอราคา


ประสบการณ์และผลงานที่ผ่านมา

สิ่งแรกที่ต้องถามคือบริษัทอยู่ในตลาดมากี่ปี และเคยทำโครงการประเภทเดียวกับของคุณมาแล้วกี่โครงการ ประสบการณ์ที่ยาวนานสะท้อนว่าบริษัทผ่านทั้งช่วงเศรษฐกิจดีและช่วงวิกฤตมาแล้ว ยิ่งมีผลงานสะสมมากเท่าไร โอกาสที่ทีมงานจะเคยเจอปัญหาหน้างานแบบเดียวกับคุณก็ยิ่งสูง ขอดูภาพถ่ายผลงานจริงและขอเบอร์ติดต่อเจ้าของโครงการเดิมเพื่อสอบถามโดยตรงจะช่วยได้มาก


ทีมงานและผู้รับผิดชอบโครงการ

ถามให้ชัดว่าใครจะเป็นผู้จัดการโครงการของคุณ มีวิศวกรประจำไซต์หรือไม่ และวิศวกรคนนั้นดูแลกี่โครงการพร้อมกัน บริษัทที่รับงานเกินกำลังมักส่งผลให้การควบคุมคุณภาพหลุด ควรตรวจสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม และขอดูผังโครงสร้างทีมงานตั้งแต่ก่อนเซ็นสัญญา


ขอบเขตงานและ BOQ

BOQ หรือบัญชีแสดงปริมาณวัสดุและค่าแรง คือเอกสารที่บอกความจริงมากที่สุดเกี่ยวกับผู้รับเหมารายนั้น BOQ ที่ดีต้องระบุยี่ห้อ รุ่น และเกรดของวัสดุแต่ละรายการอย่างชัดเจน ไม่ใช่เขียนกว้าง ๆ ว่า "วัสดุมาตรฐานทั่วไป" เพราะช่องว่างตรงนี้คือจุดที่ต้นทุนจะบานปลายในภายหลัง


ระยะเวลา สัญญา และการรับประกัน

ตรวจสอบว่าสัญญาระบุวันเริ่มงานและวันส่งมอบชัดเจนหรือไม่ มีค่าปรับกรณีส่งงานล่าช้าเท่าไร และเงื่อนไขการขยายเวลาครอบคลุมกรณีใดบ้าง ควบคู่กับเงื่อนไขการรับประกันงานโครงสร้างและงานระบบ ซึ่งโดยทั่วไปงานโครงสร้างจะรับประกันยาวกว่างานตกแต่ง


เปรียบเทียบผู้รับเหมาก่อสร้างอย่างไรให้เห็นความแตกต่าง

เมื่อได้ใบเสนอราคาจากหลายเจ้า ความท้าทายคือตัวเลขแต่ละเจ้ามักไม่ได้เทียบกันตรง ๆ ได้ เพราะขอบเขตงานไม่เท่ากัน วิธีเปรียบเทียบที่ถูกต้องจึงต้องทำตามลำดับนี้


เปรียบเทียบขอบเขตงาน ไม่ใช่ดูแค่ราคา

ราคาที่ถูกกว่ามักมาจากขอบเขตงานที่แคบกว่า เช่น ไม่รวมค่ายื่นขออนุญาต ไม่รวมงานระบบ หรือไม่รวมงานปรับพื้นที่ ให้ทำตารางเทียบรายการงานของแต่ละเจ้าก่อน แล้วค่อยเติมราคาลงไปทีหลัง คุณจะเห็นทันทีว่าเจ้าที่ดูแพงกว่าอาจรวมงานที่อีกเจ้าจะมาเก็บเงินเพิ่มทีหลังอยู่แล้ว


ตรวจสอบวัสดุและรายละเอียดในใบเสนอราคา

ดูให้ลึกถึงระดับสเปกวัสดุ เช่น เหล็กเสริมใช้มาตรฐานใด ความหนาของพื้นคอนกรีตเท่าไร หลังคาใช้วัสดุยี่ห้อไหน ส่วนต่างของราคาวัสดุแต่ละเกรดอาจดูเล็กน้อยต่อหน่วย แต่เมื่อคูณด้วยปริมาณทั้งโครงการแล้วคือเงินหลักแสนถึงหลักล้าน


เช็ก Timeline และเงื่อนไขการชำระเงิน

ผู้รับเหมาที่เสนอระยะเวลาสั้นผิดปกติมักซ่อนความเสี่ยงไว้ ควรขอแผนงานแบบ Gantt Chart ที่แบ่งเป็นขั้นตอนชัดเจน และเทียบกับเงื่อนไขการจ่ายเงินว่าสมเหตุสมผลกับเนื้องานในแต่ละช่วงหรือไม่


ก่อนเซ็นสัญญาก่อสร้างควรตรวจสอบอะไรบ้าง

ขั้นตอนสุดท้ายก่อนลงลายมือชื่อคือช่วงที่คุณมีอำนาจต่อรองสูงที่สุด ใช้โอกาสนี้ให้คุ้มด้วยการตรวจสอบสามเรื่องนี้ให้ละเอียด


ขอบเขตงานและแบบก่อสร้าง

ตรวจสอบว่าแบบก่อสร้างที่แนบท้ายสัญญาเป็นฉบับล่าสุดที่ตรงกับที่ตกลงกันไว้ และมีวิศวกรผู้ออกแบบลงนามรับรองครบถ้วน งานใดที่ไม่ได้ระบุในสัญญา ให้ถือว่าไม่รวมเสมอ


งวดงานและเงื่อนไขการชำระเงิน

ควรแบ่งงวดงานตามความคืบหน้าจริงที่ตรวจวัดได้ เช่น เสร็จงานฐานราก เสร็จโครงสร้างชั้นที่หนึ่ง โดยหลีกเลี่ยงการจ่ายล่วงหน้าเป็นก้อนใหญ่เกินไป และควรกันเงินประกันผลงานไว้ส่วนหนึ่งจนพ้นระยะรับประกัน


การรับประกันและบริการหลังส่งมอบ

ระบุให้ชัดว่ารับประกันงานส่วนใดกี่ปี ครอบคลุมอะไรบ้าง และเมื่อแจ้งปัญหาแล้วผู้รับเหมาต้องเข้าดำเนินการภายในกี่วัน บริษัทที่มีฐานะมั่นคงและอยู่ในตลาดมานานจะกล้ารับประกันยาวกว่า เพราะมั่นใจว่ายังอยู่รับผิดชอบได้จริงเมื่อถึงเวลา


บริษัท วรพงษ์วิศวกรรม 1997 จำกัด ดำเนินงานด้านรับเหมาก่อสร้างมากว่า 38 ปี ส่งมอบโครงการสำเร็จแล้วกว่า 100 โครงการ พร้อมให้คำปรึกษาตั้งแต่ขั้นตอนวางแผนงบประมาณ


ปรึกษาทีมวิศวกรของเราได้ฟรี บริษัท วรพงษ์วิศวกรรม 1997 จำกัด | Worapong Engineering 1997 โทร: 02-939-6461-2 | Fax: 02-939-6460 | อีเมล: info@wel1997.com ที่อยู่: 168/3 ซอยพหลโยธิน 30 ถนนพหลโยธิน แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กทม. 10900


FAQ เกี่ยวกับผู้รับเหมาก่อสร้างครบวงจร


  1. ผู้รับเหมาก่อสร้างครบวงจรราคาแพงกว่าจ้างแยกหรือไม่? 

เมื่อดูตัวเลขแรกอาจสูงกว่า แต่เมื่อรวมค่าประสานงาน ค่าแก้แบบ และต้นทุนความล่าช้าที่เกิดจากการทำงานคนละทีม ส่วนใหญ่จะจบที่ต้นทุนรวมต่ำกว่า

โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 10-15% ของมูลค่าสัญญา หากมีการเรียกล่วงหน้าสูงผิดปกติควรตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน

หากเป็นบริการครบวงจรควรรวมอยู่แล้ว แต่ต้องระบุในสัญญาให้ชัดว่าใครรับผิดชอบค่าธรรมเนียมและเอกสาร

สัญญาที่ดีต้องมีข้อกำหนดการบอกเลิกสัญญา การคืนเงิน และการชดเชยไว้ล่วงหน้า พร้อมเงินประกันผลงานที่กันไว้เพื่อใช้จ้างผู้รับเหมารายใหม่มาทำต่อ


 
 
 

เวลาพูดถึงการลงทุนสร้างโรงงานสักหลัง คนส่วนใหญ่มักโฟกัสไปที่ราคาต่อตารางเมตร ค่าโครงสร้างเหล็ก หรือระยะเวลาก่อสร้างเป็นอันดับแรก แต่สิ่งที่ส่งผลต่อกำไรขาดทุนในระยะยาวมากกว่านั้นกลับเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบนกระดาษตั้งแต่ก่อนลงเสาเข็มด้วยซ้ำ นั่นคือ การวางผังโรงงาน หรือ factory layout เพราะผังที่วางไว้ในวันนี้จะกำหนดว่าอีก 10-20 ปีข้างหน้า สินค้าของคุณจะเดินทางจากวัตถุดิบไปถึงรถขนส่งด้วยระยะทางเท่าไร ใช้คนกี่คน และเสียเวลาไปกับการเดินย้อนไปมาวันละกี่ชั่วโมง บทความนี้จะพาไปดูว่าผังโรงงานที่ดีควรคิดจากอะไร และนักลงทุนควรตั้งคำถามอะไรกับผู้รับเหมาก่อนเซ็นสัญญา


ทำไมผังโรงงานถึงเป็นการตัดสินใจที่ "แพงที่สุด" ในโครงการ

ความน่ากลัวของผังโรงงานคือมันเป็นต้นทุนที่มองไม่เห็นในงบประมาณก่อสร้าง แต่จะทยอยเก็บเงินคุณไปเรื่อย ๆ ทุกวันตลอดอายุการใช้งาน และเมื่อรู้ตัวว่าผิด การแก้ไขก็แทบเป็นไปไม่ได้แล้ว ลองมาดูกันว่าผังที่คิดไม่รอบคอบสร้างปัญหาอะไรบ้าง


ต้นทุนแฝงที่เกิดจากผังที่ไม่ได้คิดมาดี

จากงานวิจัยด้านวิศวกรรมอุตสาหการหลายชิ้นในไทยพบรูปแบบปัญหาที่ซ้ำกันอย่างน่าสนใจ นั่นคือโรงงานที่มีการไหลของวัสดุซับซ้อน พื้นที่จำกัด และวางตำแหน่งแผนกไม่เหมาะสม จะเกิดคอขวดในสายการผลิต เสียเวลาไปกับการขนย้ายเกินความจำเป็น และมีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุในโรงงานสูงขึ้นตามไปด้วย ที่น่าสนใจกว่านั้นคือเมื่อมีการปรับผังใหม่ให้เหมาะสม บางกรณีสามารถลดเวลาการผลิตและต้นทุนแรงงานลงได้ถึงราว 14% ลองคิดเล่น ๆ ว่าถ้าโรงงานของคุณมีต้นทุนแรงงานปีละ 20 ล้านบาท ตัวเลข 14% นั้นคือเงินเกือบ 3 ล้านบาทต่อปี ที่หายไปเพราะผังที่วางไว้ผิดตั้งแต่ต้น


ผังที่ดีคือผังที่วัสดุ "ไหลไปทางเดียว"

หลักการพื้นฐานที่สุดของ factory layout ที่ดีคือการทำให้วัตถุดิบเดินทางเป็นเส้นตรงหรือใกล้เคียงเส้นตรงมากที่สุด จากจุดรับวัตถุดิบ เข้าสู่กระบวนการผลิตทีละขั้น ไปสู่พื้นที่ QC บรรจุ จัดเก็บ และออกไปยังจุดส่งสินค้า โดยไม่ต้องวนกลับมาที่เดิม ยิ่งเส้นทางของวัสดุตัดกันไปมามากเท่าไร โอกาสเกิดของเสีย ของหาย และอุบัติเหตุจากการเฉี่ยวชนของรถโฟล์คลิฟท์ก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ผังที่ดียังต้องคำนึงถึงเส้นทางของ "คน" แยกจากเส้นทางของ "ของ" ด้วย เพื่อความปลอดภัยและเพื่อให้ผ่านมาตรฐานการตรวจประเมินจากลูกค้ารายใหญ่ได้ง่ายขึ้น


รูปแบบการวางผังโรงงานที่ใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม

ไม่มีผังแบบไหนที่ดีที่สุดสำหรับทุกธุรกิจ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับลักษณะสินค้า ปริมาณการผลิต และความหลากหลายของออเดอร์ โดยทั่วไปแล้วรูปแบบที่ใช้กันมีอยู่ไม่กี่แบบหลัก ๆ ดังนี้


ผังตามกระบวนการผลิต (Process Layout)

ผังแบบนี้จะจัดกลุ่มเครื่องจักรประเภทเดียวกันไว้ด้วยกัน เช่น รวมเครื่องกลึงไว้โซนหนึ่ง เครื่องเชื่อมไว้อีกโซนหนึ่ง เหมาะกับโรงงานที่รับงานหลากหลาย ผลิตทีละไม่มาก และสินค้าแต่ละชิ้นมีขั้นตอนไม่เหมือนกัน ข้อดีคือยืดหยุ่นสูงและใช้เครื่องจักรได้คุ้ม แต่ข้อเสียคือวัสดุต้องเดินทางไกลระหว่างโซน


ผังตามสายผลิตภัณฑ์ (Product Layout)

ผังแบบนี้เรียงเครื่องจักรตามลำดับขั้นตอนการผลิตของสินค้าแต่ละตัว เหมาะกับโรงงานที่ผลิตสินค้าไม่กี่รุ่นแต่ผลิตจำนวนมาก เช่น อาหาร เครื่องดื่ม หรือชิ้นส่วนยานยนต์ ข้อดีคือวัสดุเดินทางสั้นมากและควบคุมคุณภาพง่าย แต่แลกมาด้วยความยืดหยุ่นที่น้อยลง หากต้องเปลี่ยนไลน์ผลิตในอนาคต


ผังแบบผสม (Combination Layout)

ในทางปฏิบัติ โรงงานส่วนใหญ่ในไทยลงเอยด้วยผังแบบผสม คือใช้ product layout กับไลน์หลักที่ผลิตประจำ และกันพื้นที่บางส่วนไว้เป็น process layout สำหรับงานพิเศษหรืองานซ่อม แนวทางนี้มักให้ผลลัพธ์ที่สมดุลที่สุดระหว่างประสิทธิภาพและความยืดหยุ่น ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาเปรียบเทียบผังหลายรูปแบบที่พบว่าผังแบบผสมมักให้ผลดีกว่าทางเลือกอื่น


กฎหมายและการเผื่ออนาคต สองเรื่องที่ต้องถามตั้งแต่วันแรก

หลายโครงการวางผังเสร็จสวยงาม แต่มาสะดุดตอนยื่นขออนุญาต หรือไปติดปัญหาตอนจะขยายในอีกห้าปีข้างหน้า เรื่องเหล่านี้ป้องกันได้ถ้าคิดไว้ตั้งแต่ต้น


ข้อกำหนดทางกฎหมายที่ต้องเช็กก่อนวาดผัง

การวางผังโรงงาน ไม่ใช่แค่เรื่องประสิทธิภาพการผลิต แต่ต้องสอดคล้องกับกฎหมายผังเมือง พ.ร.บ. โรงงานอุตสาหกรรม ข้อกำหนดเรื่องระยะร่นจากแนวเขตที่ดิน อัตราส่วนพื้นที่อาคารต่อพื้นที่ดิน ระบบบำบัดน้ำเสีย และการป้องกันอัคคีภัย การที่ทำเลนั้นตั้งอยู่ในเขตสีอะไรตามผังเมือง มีผลโดยตรงว่าคุณจะสร้างโรงงานประเภทไหนได้บ้าง การตรวจสอบเรื่องนี้ให้จบก่อนออกแบบ จะช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าแก้แบบได้มหาศาล


เผื่อพื้นที่ขยายไว้ตั้งแต่เฟสแรก

สำหรับนักลงทุนและนักธุรกิจที่มองอสังหาริมทรัพย์เป็นสินทรัพย์ระยะยาว ควรให้ผู้ออกแบบวางผังเผื่อการขยายไว้ตั้งแต่ต้น เช่น กำหนดทิศทางที่จะต่อเติมอาคารเพิ่มได้โดยไม่ต้องรื้อของเดิม วางตำแหน่งระบบไฟฟ้าและระบบน้ำให้รองรับกำลังผลิตที่มากกว่าวันนี้ และเว้นพื้นที่จอดรถบรรทุกให้พอกับปริมาณขนส่งในอนาคต การลงทุนเพิ่มเล็กน้อยในวันนี้ ช่วยให้เฟสสองถูกลงได้หลายเท่าตัว


เลือกทีมที่ออกแบบผังและก่อสร้างอยู่ในหลังคาเดียวกัน

ปัญหาที่เจอบ่อยที่สุดคือเจ้าของโครงการจ้างผู้ออกแบบรายหนึ่ง แล้วจ้างผู้รับเหมาอีกรายหนึ่ง พอหน้างานมีปัญหาก็โยนความรับผิดชอบไปมา การเลือกบริษัทรับสร้างโรงงานที่ทำงานครบวงจรตั้งแต่สำรวจทำเล ออกแบบผัง ยื่นขออนุญาต ไปจนถึงก่อสร้างและส่งมอบ จึงช่วยลดความเสี่ยงตรงนี้ได้มาก เพราะทีมเดียวกันรับผิดชอบทั้งความถูกต้องของแบบและความเป็นไปได้ในการก่อสร้างจริง

บริษัท วรพงษ์วิศวกรรม 1997 จำกัด ทำงานด้านรับเหมาก่อสร้างครบวงจรมากว่า 38 ปี ส่งมอบโครงการสำเร็จแล้วกว่า 100 โครงการ ประสบการณ์ระดับนี้หมายความว่าเราเคยเห็นแล้วว่าผังแบบไหนใช้งานจริงได้ดี และแบบไหนที่ดูดีบนกระดาษแต่สร้างปัญหาเมื่อเดินเครื่องจริง


สรุป

การวางผังโรงงาน ไม่ใช่งานเขียนแบบธรรมดา แต่เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินงานไปอีกหลายสิบปี ผังที่ดีต้องตอบโจทย์ทั้งการไหลของวัสดุ ความปลอดภัย ข้อกฎหมาย และการเติบโตในอนาคตไปพร้อมกัน หากคุณกำลังวางแผนลงทุนโครงการใหม่ การคุยกับทีมวิศวกรที่มีประสบการณ์ตั้งแต่ขั้นตอนวางผัง คือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุด


ปรึกษาทีมวิศวกรของเราได้ฟรีบริษัท วรพงษ์วิศวกรรม 1997 จำกัด | Worapong Engineering 1997 โทร: 02-939-6461-2 | Fax: 02-939-6460 อีเมล: info@wel1997.com ที่อยู่: 168/3 ซอยพหลโยธิน 30 ถนนพหลโยธิน แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กทม. 10900


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการวางผังโรงงาน (FAQ)

ก่อนเริ่มโครงการจริง นักลงทุนส่วนใหญ่มักมีคำถามคล้าย ๆ กัน เราจึงสรุปคำตอบสั้น ๆ ไว้ให้ในส่วนนี้


  1. การวางผังโรงงานต่างจากการออกแบบอาคารทั่วไปอย่างไร

การวางผังโรงงาน ต้องเริ่มจาก "กระบวนการผลิต" ก่อน แล้วจึงออกแบบอาคารมาครอบกระบวนการนั้น ต่างจากอาคารทั่วไปที่เริ่มจากรูปทรงและพื้นที่ใช้สอย หากทำกลับด้าน ปัญหาจะตามมาทันทีตอนติดตั้งเครื่องจักรจริง

  1. ควรวางผังก่อนหรือหลังซื้อที่ดิน

ควรวางผังคร่าว ๆ ก่อนซื้อที่ดินเสมอ เพราะรูปร่างที่ดิน ความกว้างหน้าที่ดิน ทิศทางรถบรรทุกเข้าออก และข้อกำหนดผังเมือง มีผลโดยตรงว่าจะวาง factory layout ที่ต้องการได้หรือไม่

กิดคอขวดในสายการผลิต เสียเวลาและแรงงานไปกับการขนย้ายที่ไม่จำเป็น และเสี่ยงอุบัติเหตุสูงขึ้น งานวิจัยพบว่าการปรับผังให้เหมาะสมช่วยลดเวลาการผลิตและต้นทุนแรงงานได้ราว 14%


หากเลือกบริษัทรับสร้างโรงงานแบบครบวงจร งานสำรวจทำเล ออกแบบผัง เขียนแบบวิศวกรรม และยื่นขออนุญาต มักรวมอยู่ในขอบเขตงานเดียวกัน ช่วยคุมงบง่ายและไม่มีปัญหาโยนความรับผิดชอบระหว่างทีม

ได้ และมักคุ้มกว่าที่คิด เริ่มจากเก็บข้อมูลการไหลของวัสดุจริง แล้วจำลองผังทางเลือกเปรียบเทียบ หลายกรณีเพิ่มกำลังผลิตได้โดยไม่ต้องขยายอาคารเลย


 
 
 

นักลงทุนหลายรายวางแผนโครงการโรงแรมมาอย่างดี ทั้งทำเล จำนวนห้อง และงบประมาณ แต่กลับสะดุดตอนยื่นขออนุญาตก่อสร้าง เพราะเพิ่งรู้ว่าโครงการของตัวเองเข้าข่ายต้องทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งใช้เวลาเพิ่มอีกหลายเดือนถึงเป็นปี บทความนี้จะสรุปให้เข้าใจง่ายว่าเรื่องนี้คืออะไร โครงการแบบไหนเข้าข่าย และต้องเตรียมตัวอย่างไรตั้งแต่ก่อนเริ่มออกแบบ


EIA โรงแรมคืออะไร และสำคัญต่อการสร้างโรงแรมอย่างไร

ก่อนจะดูว่าโครงการของเราเข้าข่ายหรือไม่ ควรเข้าใจก่อนว่ารายงานฉบับนี้มีไว้ทำอะไร


EIA คืออะไร


EIA ย่อมาจาก Environmental Impact Assessment หรือรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม เป็นการศึกษาล่วงหน้าว่าโครงการที่กำลังจะสร้างจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบอย่างไร พร้อมกำหนดมาตรการป้องกันและติดตามตรวจสอบไว้ล่วงหน้า


EIA เกี่ยวข้องกับโครงการโรงแรมอย่างไร

สำหรับโครงการที่เข้าเกณฑ์ EIA โรงแรม ถือเป็นเงื่อนไขที่ต้องผ่านก่อนจึงจะได้รับใบอนุญาตก่อสร้าง หมายความว่าถ้ายังไม่ได้รับความเห็นชอบ โครงการก็เริ่มตอกเสาเข็มไม่ได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมเรื่องนี้ต้องถูกวางไว้ในแผนงานตั้งแต่วันแรก ไม่ใช่ค่อยมาคิดตอนแบบเสร็จแล้ว


สร้างโรงแรมต้องทำ EIA หรือไม่? โครงการแบบไหนเข้าข่าย


คำถามนี้ตอบได้จากขนาดโครงการและที่ตั้งเป็นหลัก ลองเช็กสามกรณีต่อไปนี้


เกณฑ์จำนวนห้องพักและพื้นที่โครงการ

ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โรงแรมหรือสถานที่พักตากอากาศที่มีห้องพักตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป หรือมีพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 4,000 ตารางเมตรขึ้นไป ต้องจัดทำรายงาน คำว่า "หรือ" สำคัญมาก เพราะแม้มีเพียง 60 ห้อง แต่ถ้าพื้นที่ใช้สอยรวมถึงเกณฑ์ ก็เข้าข่ายเช่นกัน


โรงแรมในพื้นที่ที่มีกฎหมายสิ่งแวดล้อมเฉพาะ

พื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่ง เช่น ภูเก็ต กระบี่ เกาะสมุย ชะอำ และหัวหิน มีประกาศกำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมเป็นการเฉพาะ ซึ่งอาจกำหนดเกณฑ์ต่ำกว่าเกณฑ์ทั่วไปมาก โครงการขนาดเล็กในพื้นที่เหล่านี้จึงอาจต้องจัดทำรายงานด้วย ต้องตรวจสอบประกาศของแต่ละพื้นที่เป็นราย ๆ ไป


โรงแรมที่ไม่เข้าข่าย EIA ต้องดำเนินการอะไรบ้าง

แม้ไม่เข้าเกณฑ์ ก็ยังต้องขออนุญาตก่อสร้างตามกฎหมายควบคุมอาคาร ขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม และปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการบำบัดน้ำเสียและการจัดการขยะตามที่ท้องถิ่นกำหนดอยู่ดี


กฎหมาย EIA โรงแรมที่ผู้ประกอบการควรรู้


หลายคนสับสนว่าเรื่องนี้อ้างอิงจากกฎหมายฉบับไหน เรามาดูโครงสร้างทางกฎหมายกันสั้น ๆ


กฎหมายและประกาศที่เกี่ยวข้องกับ EIA

กฎหมาย EIA โรงแรม มีต้นทางจากพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2561 โดยรายละเอียดว่าโครงการประเภทใดและขนาดเท่าไรที่ต้องจัดทำรายงาน จะถูกกำหนดไว้ในประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ออกตามมา


ข้อกำหนด EIA สำหรับโครงการโรงแรม

รายงานต้องจัดทำโดยนิติบุคคลผู้มีสิทธิ์ที่ขึ้นทะเบียนไว้กับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมการศึกษาสภาพแวดล้อมปัจจุบัน การประเมินผลกระทบ การรับฟังความคิดเห็นของชุมชน และมาตรการลดผลกระทบ


กรณีพื้นที่ที่มีมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

ในเขตคุ้มครองสิ่งแวดล้อม นอกจากเกณฑ์ที่เข้มกว่าแล้ว ยังมักมีข้อจำกัดเรื่องความสูงอาคาร ระยะร่นจากชายฝั่ง และสัดส่วนพื้นที่สีเขียว ซึ่งกระทบต่อจำนวนห้องที่สร้างได้โดยตรง จึงควรตรวจสอบก่อนตัดสินใจซื้อที่ดิน


กฎหมายสร้างโรงแรมที่ต้องรู้ก่อนเริ่มโครงการ


นอกจากเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับที่กำหนดว่าคุณสร้างอะไรได้บ้างบนที่ดินผืนนั้น


กฎหมายโรงแรมและกฎหมายควบคุมอาคาร


กฎหมายสร้างโรงแรม ที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ซึ่งกำหนดประเภทโรงแรมและเงื่อนไขการขอใบอนุญาต ควบคู่กับพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ที่กำหนดระยะร่น ความสูง อัตราส่วนพื้นที่อาคารต่อที่ดิน และจำนวนที่จอดรถขั้นต่ำ


ข้อกำหนดด้านอาคารและความปลอดภัย

โรงแรมจัดเป็นอาคารสาธารณะ จึงมีข้อกำหนดเข้มกว่าที่พักอาศัยทั่วไป ทั้งการใช้วัสดุทนไฟ บันไดหนีไฟ ระบบสัญญาณเตือนเพลิงไหม้ ระบบดับเพลิง และระบบบำบัดน้ำเสียที่ต้องได้มาตรฐานก่อนเปิดให้บริการ


การตรวจสอบกฎหมายและข้อจำกัดของพื้นที่

ก่อนสรุปแบบ ควรตรวจสอบสีผังเมืองรวม ความกว้างของถนนหน้าที่ดิน ข้อบัญญัติท้องถิ่น และประกาศเขตคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เพราะปัจจัยเหล่านี้กำหนดจำนวนชั้นและจำนวนห้องที่สร้างได้จริง


ขั้นตอนการทำ EIA โรงแรม


เมื่อรู้แล้วว่าโครงการเข้าข่าย ขั้นตอนต่อจากนี้มีสี่ช่วงหลัก


ตรวจสอบว่าโครงการเข้าข่าย EIA หรือไม่

เริ่มจากสรุปจำนวนห้อง พื้นที่ใช้สอยรวม และที่ตั้งโครงการ แล้วเทียบกับประกาศที่บังคับใช้ ขั้นตอนนี้ควรทำตั้งแต่ช่วงศึกษาความเป็นไปได้ เพราะผลลัพธ์จะกำหนดทั้งไทม์ไลน์และงบประมาณของโครงการ


จัดทำและยื่นรายงาน EIA

ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาที่ขึ้นทะเบียนไว้ เก็บข้อมูลภาคสนาม จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของชุมชน แล้วจัดทำรายงานเสนอต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


การพิจารณาและแก้ไขรายงาน

คณะกรรมการผู้ชำนาญการจะพิจารณาและมักมีข้อสังเกตให้แก้ไข ซึ่งอาจต้องยื่นทบทวนหลายรอบ ช่วงนี้เองที่ทำให้ระยะเวลารวมยืดออกไป เจ้าของโครงการจึงควรเผื่อเวลาไว้ตั้งแต่แรก


การนำมาตรการ EIA ไปปฏิบัติ

เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้ว มาตรการในรายงานจะกลายเป็นเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติจริงทั้งช่วงก่อสร้างและช่วงเปิดดำเนินการ พร้อมต้องจัดทำรายงานติดตามผลส่งตามรอบที่กำหนด

หากคุณกำลังมองหาทีมที่ดูแลได้ตั้งแต่ตรวจสอบข้อกฎหมาย ออกแบบ ประสานงานขออนุญาต ไปจนถึงงานก่อสร้าง บริษัท วรพงษ์วิศวกรรม 1997 จำกัด ให้บริการ รับสร้างโรงแรม แบบครบวงจร ด้วยประสบการณ์กว่า 38 ปี และโครงการสำเร็จมาแล้วกว่า 100 โครงการ สอบถามได้ที่ 02-939-6461-2 หรืออีเมล info@wel1997.com


FAQ เกี่ยวกับ EIA โรงแรมและกฎหมายสร้างโรงแรม


  1. ทำ EIA ใช้เวลานานแค่ไหน? 

โดยทั่วไปใช้เวลาตั้งแต่ประมาณ 6 เดือนถึง 2 ปี ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของโครงการ ที่ตั้ง และจำนวนรอบที่ต้องแก้ไขรายงาน

ไม่เสมอไป เพราะยังมีเกณฑ์พื้นที่ใช้สอย 4,000 ตารางเมตร และเกณฑ์เฉพาะของแต่ละพื้นที่ที่อาจเข้มกว่านั้น ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบก่อนสรุปแบบ

ไม่ได้ เพราะรายงานต้องได้รับความเห็นชอบก่อนจึงจะออกใบอนุญาตก่อสร้างได้ การเริ่มงานก่อนมีความเสี่ยงทางกฎหมายสูงมาก

ควรเริ่มตั้งแต่ก่อนซื้อที่ดินหรือช่วงศึกษาความเป็นไปได้ เพราะข้อจำกัดของพื้นที่อาจทำให้แผนธุรกิจเดิมเป็นไปไม่ได้เลย


 
 
 

บริษัท วรพงษ์วิศวกรรม 1997 จำกัด

Tel: 02-939-6461-2 | Fax: 02-939-6460 | Email: info@wel1997.com

168/3 ซอยพหลโยธิน 30 ถนนพหลโยธิน แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กทม. 10900

All rights reserved 2025. Worapong Engineering 1997 Ltd.

bottom of page