ระบบสุขาภิบาล คืออะไร? ทำความรู้จักหัวใจสำคัญของงานระบบในอาคาร
- Analytics | ADCHARIYA
- Jun 26
- 3 min read
เมื่อพูดถึงการก่อสร้างอาคารหรือพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ หลายคนมักให้ความสำคัญกับความสวยงาม โครงสร้างที่แข็งแรง หรือพื้นที่ใช้สอย แต่กลับมองข้ามงานระบบที่อยู่เบื้องหลังซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยโดยตรง หนึ่งในนั้นคือระบบสุขาภิบาล ที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดหล่อเลี้ยงการใช้น้ำภายในอาคารทั้งหมด สำหรับนักลงทุนและนักธุรกิจที่กำลังมองหาโอกาสในอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นอาคารพักอาศัย โครงการเช่า งานรับสร้างหอพัก หรืออาคารพาณิชย์ การเข้าใจระบบนี้อย่างลึกซึ้งคือกุญแจสำคัญที่ทำให้โครงการมีมาตรฐานและน่าเชื่อถือในระยะยาว การเข้าใจระบบนี้อย่างลึกซึ้งคือกุญแจสำคัญที่ทำให้โครงการมีมาตรฐานและน่าเชื่อถือในระยะยาว บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักว่าระบบนี้มีกี่ประเภท พร้อมเจาะลึกครบทั้ง 7 ระบบที่ควรรู้
ระบบสุขาภิบาล (Sanitary System) คืออะไร
ระบบสุขาภิบาลถือได้ว่ามีความสำคัญต่อตัวอาคารในแง่การจัดการระบบน้ำภายใน และภายนอกอาคารทุกรูปแบบให้เป็นสัดส่วน ใช้งานได้สะดวก และมีความปลอดภัยไม่เป็นอันตราย อีกทั้งยังมีความสำคัญต่อผู้ใช้งานภายในอาคารในด้านปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมสุขอนามัยที่ดีในการอยู่อาศัย
ดังนั้นการจะนําน้ำมาใช้ หรือ การจัดการน้ำเสียทั้งภายในอาคาร และภายนอกอาคารนั้น จะต้องคำนึงถึงการจัดวางระบบระบบสุขาภิบาลที่เป็นกิจลักษณะ ถูกต้องตามหลักวิศวกรรม และหลักสุขอนามัย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพที่ดีในการใช้งาน และสะดวกต่อการบํารุงรักษาตลอดอายุการใช้งาน

ระบบสุขาภิบาล มีกี่ประเภท? เจาะลึกครบทั้ง 7 ระบบ
มาตรฐานการออกแบบที่ใช้ในระดับสากลและในประเทศไทย ระบบสุขาภิบาลสามารถแบ่งออกได้เป็น 7 ระบบตามการทำงานที่แตกต่างกัน ดังนี้
1. ระบบน้ำดี หรือน้ำประปา (Cold water pipe system)
ระบบน้ำดีคือระบบท่อที่ใช้งานในการลำเลียงน้ำสะอาดไปใช้งานตามจุดต่างๆ ภายในอาคาร เช่น ระบบน้ำประปาสำหรับห้องน้ำ ห้องครัว ห้องซักล้าง หรือระบบน้ำดับเพลิงภายในอาคาร โดยเริ่มตั้งแต่มิเตอร์น้ำภายนอกตัวอาคารทำการรับน้ำประปาทั้งของการประปาหรือของหมู่บ้าน ผ่านเข้าระบบกรองน้ำก่อนเข้าสู่แท้งค์น้ำเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในคราวจำเป็น และเข้าสู่ภายในอาคารเพื่อใช้ต่อไป ส่วนใหญ่ในปัจจุบันใช้ท่อ PVC ขนาด 4-6 หุน เป็นตัวลำเลียงน้ำเข้าสู่ภายในอาคาร

ท่อน้ำดี PVC ขนาด 4หุน
2. ระบบระบายน้ำโสโครก (Soil pipe system)
ระบบนี้คือ ระบบท่อที่นำน้ำเสียที่ถูกใช้งานจากโถส้วมหรือโถปัสสาวะออกจากพื้นที่ และนำเข้าสู่ระบบบำบัดน้ำเสียก่อนระบายออกนอกอาคาร ถือเป็นระบบที่ต้องออกแบบเป็นพิเศษเพื่อป้องกันการอุดตันและการไหลย้อนกลับของกลิ่น และส่วนมากใช้ท่อ PVC ขนาด 4″ เป็นตัวลำเลียงก่อนเข้าสู่ถังบำบัด

ท่อชักโครกขนาด 4″
3. ระบบระบายน้ำทิ้ง (Waste pipe system)
ระบบระบายน้ำทิ้งคือ ระบบท่อที่นำน้ำเสียจากกิจกรรมอื่นๆ เช่น การซักล้างและการทำความสะอาด เข้าสู่ระบบบำบัดน้ำเสียก่อนระบายออกนอกอาคาร เหตุที่ต้องแยกจากระบบน้ำโสโครก เพื่อลดปริมาณน้ำที่ต้องกักเก็บและบำบัด และส่วนมากใช้ท่อ PVC ขนาด 2″ เป็นตัวลำเลียง
4. ระบบบำบัดน้ำเสีย (Water treatment system)
ระบบบำบัดน้ำเสียคือระบบที่ใช้บำบัดน้ำจากการใช้งานภายในอาคาร ให้มีค่าดัชนีวัดคุณสมบัติต่างๆ ของน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด ก่อนระบายออกสู่ระบบระบายน้ำสาธารณะ โดยน้ำเหล่านี้คือน้ำทิ้งจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน เช่น ซิงค์ล้างจาน อ่างล้างหน้า และห้องน้ำ ซึ่งต้องผ่านอุปกรณ์อย่างถังบำบัดไขมันหรือถังบำบัดน้ำเสียใต้ดิน เพื่อปรับให้เป็นน้ำที่ได้ตามค่ามาตรฐานก่อนปล่อยออกนอกอาคาร

ถังบำบัดน้ำเสีย
5. ระบบท่อระบายอากาศ หรือท่ออากาศ (Vent pipe system)
ระบบท่อระบายอากาศคือ ระบบท่อที่จะติดตั้งเข้ากับระบบท่อระบายน้ำ เพื่อป้องกันปัญหาสูญญากาศในเส้นท่อระบายน้ำ ซึ่งจะทำให้ระบบระบายน้ำในเส้นท่อสามารถระบายน้ำได้สะดวกยิ่งขึ้น ส่วนมากใช้ท่อ PVC ขนาด 6 หุน
6. ระบบท่อระบายน้ำฝน (Rain drainage pipe system)
ระบบนี้คือระบบรางระบายน้ำฝนให้ไหลลงท่อสู่พื้นด้านล่าง ไม่ไหลไปรบกวนอาคารพื้นที่อื่นจนเกิดเป็นปัญหาภายหลังได้ ช่วยป้องกันปัญหาน้ำขังที่อาจสร้างความเสียหายให้กับโครงสร้าง ส่วนมากในปัจจุบันมีรางน้ำฝนมากมายให้เลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นสังกะสี อะลูมิเนียม UPVC และไวนิล ให้เลือกตามความต้องการ

รางน้ำฝนชนิด สแตนเลส
7. ระบบระบายน้ำภายนอกอาคาร (Building sewer system)
ระบบระบายน้ำภายนอกอาคารคือระบบระบายน้ำตามท่อต่างๆ ที่อยู่พื้นชั้นล่าง เพื่อเตรียมลำเลียงออกสู่นอกตัวอาคารเข้าสู่ทางระบายน้ำสาธารณะ ส่วนมากเป็นท่อ PVC หรือท่อคอนกรีต ส่วนจะมีฝาท่อหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมที่เจ้าของอาคารต้องการ

ท่อระบายน้ำคอนกรีต
ตัวอย่างระบบระบายน้ำทิ้ง และน้ำโสโครก

ตัวอย่างลักษณะการแยกไขมันจากระบบระบายน้ำทิ้ง

องค์ประกอบของงานระบบสุขาภิบาล สามารถแบ่งได้ดังนี้
นอกจากการแบ่งประเภทของระบบแล้ว สิ่งที่นักลงทุนและเจ้าของโครงการควรรู้คือเบื้องหลังการจัดการน้ำที่ราบรื่นในอาคารหนึ่งหลังนั้น ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนหลายอย่างที่ทำงานประสานกัน โดยเฉพาะโครงการที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก เช่น อาคารสำนักงาน โรงแรม อะพาร์ตเมนต์ หรืองานรับสร้างหอพัก ซึ่งจำเป็นต้องวางระบบน้ำดี น้ำเสีย และระบบระบายน้ำให้เหมาะสมตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ
ท่อประเภทต่างๆ หัวใจหลักที่ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำดี น้ำทิ้ง น้ำเสีย อากาศ และน้ำฝนไปยังจุดต่างๆ ภายในอาคาร
บ่อดักไขมัน ช่วยแยกไขมันออกจากน้ำทิ้งก่อนปล่อยสู่ระบบบำบัด ป้องกันปัญหาท่ออุดตัน
บ่อเกรอะ บ่อซึม ทำหน้าที่กักเก็บและย่อยสลายของเสียก่อนปล่อยน้ำซึมลงสู่ดิน
ถังบําบัดน้ำเสียสําเร็จรูป บำบัดน้ำเสียให้ได้มาตรฐานก่อนระบายออกนอกอาคาร ติดตั้งสะดวกและประหยัดพื้นที่
ช่อง และตะแกรงระบายน้ำทิ้ง รองรับและระบายน้ำตามจุดต่างๆ พร้อมดักเศษขยะไม่ให้ลงท่อ
ช่องล้างท่อ จุดสำหรับเปิดเข้าทำความสะอาดและบำรุงรักษาท่อเมื่อเกิดการอุดตัน
ท่อระบายอากาศ ป้องกันปัญหาสุญญากาศในเส้นท่อ ช่วยให้น้ำระบายได้สะดวก
บ่อตรวจระบายน้ำ จุดตรวจสอบการไหลของน้ำในระบบ ทำให้ดูแลรักษาได้ง่าย
บ่อดักขยะ ดักจับเศษขยะและสิ่งสกปรกก่อนเข้าสู่ระบบระบายน้ำ
ประตูเปิดปิดน้ำ หรือ วาล์วน้ำ ควบคุมการเปิดปิดและทิศทางการไหลของน้ำในระบบ
มาตรวัดน้ำ อุปกรณ์วัดปริมาณการใช้น้ำภายในอาคาร
ปั๊มน้ำ เพิ่มแรงดันให้น้ำไหลไปยังจุดต่างๆ ได้อย่างทั่วถึง
สุขภัณฑ์ประเภทต่างๆ ปลายทางการใช้งานจริงของผู้อยู่อาศัย เช่น โถส้วม อ่างล้างหน้า ก๊อกน้ำ
ท่อประเภทต่างๆในงานระบบสุขาภิบาล (Types of Sanitary Pipe)
สำหรับงานระบบสุขาภิบาลแล้ว ท่อถือเป็นวัสดุหลัก และเป็นองค์ประกอบสำคัญที่มีส่วนทำให้ระบบสุขาภิบาลทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งในด้านการออกแบบ และการเลือกใช้วัสดุท่องานระบบสุขาภิบาลในประเทศไทย สามารถแบ่งประเภทท่อที่ใช้ในงานระบบสุขาภิบาล ออกได้ดังนี้
1.ท่อประปาเหล็กอาบสังกะสี
หรือที่เรียกว่าแป๊บน้ำ แป๊บประปา เป็นท่อที่เหมาะกับการใช้งานในระบบส่งน้ำ งานสาธารณูปโภค (งานท่อประปา) และงานท่อในระบบชลประทาน
มีลักษณะเป็นท่อเหล็กกล้ากลมชุบกัลป์วาไนซ์ และชุบสังกะสี มีทั้งเป็นปลายเกลียว คาดเหลือง, คาดน้ำเงิน, ปลายเรียบ คาดแดง มีคุณสมบัติที่แข็งแรง รับน้ำหนักได้ดี ทนทานต่อแรงกระแทกไม่หักงอ ทนทานการกัดกร่อนได้ ทนต่อความดันและอุณหภูมิที่สูงๆได้
2.ท่อพีวีซีสีต่างๆ (Polyvinyl chloride or PVC)
ท่อพีวีซีสีฟ้า เป็นท่อที่เหมาะสําหรับใช้งานภายในอาคาร หรือในที่ร่มเท่านั้น มีความหนาตามระดับการรับแรงกดดันได้ของท่อ นิยมใช้ในงานสุขาภิบาล เช่น ใช้เป็นท่อประปาสําหรับระบบน้ำดื่ม หรือใช้กับระบบปั๊มน้ำ หรืองานท่อระบายน้ำ
ท่อพีวีซีสีเทา เป็นท่อที่ใช้สําหรับการเกษตร หรือน้ำทิ้งเท่านั้น มีขีดจำกัดในด้านความแข็งแรง เหมาะกับการใช้งานแบบเดินลอย ไม่ควรฝังดิน เพราะอาจแตกหักชํารุดได้ง่าย
3.ท่อโพลีเอทิลีน (Polyethylene)
มีชื่อเรียกอีกอย่างว่าท่อ P.E. เป็นท่อน้ําสีดํา ตัวท่อมีความยืดหยุ่นสูง เนื่องจากใช้ความร้อนในการเชื่อมต่อ มีความทนทาน และสามารถดัดให้โค้งงอได้ง่ายโดยไม่ต้องมีข้อต่อ ซึ่งใช้แทนท่อน้ำเหล็ก หรือท่อ PVC ได้
4.ท่อโพลีบิวทีลีน (Polybutylene)
มีชื่อเรียกอีกอย่างว่าท่อ P.B. มีลักษณะโดยทั่วไปคล้ายท่อ P.E. มีคุณสมบัติทนความร้อน สามารถนําไปใช้เป็นท่อน้ำร้อน
5.ท่อ HDPE (High Density Polyethylene)
เป็นท่อที่มีนํ้าหนักเบา ไม่แตกหักง่าย ดัดให้โค้งงอได้ ติดตั้งง่ายโดยไม่ต้องใช้กาวต่อ สามารถใช้เป็นท่อน้ำเย็น และท่อน้ำร้อนได้ มีอายุการใช้งานค่อนข้างนาน แต่อาจเสื่อมสภาพได้เร็วขึ้นถ้าหากได้รับ แสงอัลตราไวโอเลต กับแสงแดดจัดเป็นเวลานานๆดังนั้นจึงนิยมใช้งานในร่ม หรือ พื้นที่ ที่แดดไม่จัดมากเกินไป
6.ท่อ PP-R 80 (Random Copolymer Polypropylene 80)
เป็นท่อที่ผลิตจากพลาสติกสะอาด ปราศจากสารปนเปื้อน หรือ พิษที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ มีอายุการใช้งานไม่ต่ำกว่า 30 ปี สามารถใช้งานร่วมกับท่อชนิดอื่นได้ ใช้เป็นท่อน้ำร้อน และนํ้าอุณหภูมิปกติได้ มีราคาค่อนข้างสูง และต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการติดตั้ง
6.ท่อเหล็กบุ PE ผลิตจากเหล็กชุบสังกะสี
เป็นท่อที่ปราศจากสารปนเปื้อน มีความคงทนแข็งแรง ป้องกันสนิมได้ สามารถรับแรงดันน้ำได้ดี สามารถใช้เป็นท่อน้ำร้อน และนํ้าอุณหภูมิปกติได้ ติดตั้งง่าย แต่มีราคาค่อนข้างสูง
7.ท่อทองแดง
เป็นท่อที่ไม่มีตะเข็บ ลักษณะทางกายภาพของตัววัสดุไม่มีรูพรุน เนื่องจากเป็นโลหะบริสุทธิ์ที่มีส่วนประกอบของแร่ทองแดง 99.99% สามารถป้องกันการดูดซึมของเชื้อแบคทีเรีย และทนการกัดกร่อน ไม่เป็นสนิม นิยมใช้เป็นท่อน้ำร้อน เพราะทนทาน และเก็บความร้อนได้ดี นอกจากนี้ยังมีอัตราการขยายตัวที่ค่อนข้างต่ำ ทนต่อแรงดันได้ดี มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน
8.ท่อซีเมนต์ หรือท่อกระเบื้องกระดาษ
เป็นท่อที่มีลักษณะเป็นเนื้อเดียวกันตลอด ไม่มีตะเข็บ ซึ่งไม่ค่อยทนต่อแรงดันมากนัก นิยมใช้ในงานระบายน้ำโสโครก งานส่งน้ำตามโรงงานอุตสาหกรรม และงานส่งน้ำเพื่อการเกษตร
2 ระบบที่ต้องตรวจสอบเป็นพิเศษ ก่อนปิดงานโครงสร้าง
หลังจากตรวจสอบภาพรวมของงานระบบทั้ง 7 ระบบแล้ว อีกสิ่งที่เจ้าของโครงการและนักลงทุนควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือระบบที่ถูกฝังอยู่ภายในพื้น ผนัง หรือโครงสร้างอาคาร เพราะเมื่อปิดงานโครงสร้างไปแล้ว การแก้ไขภายหลังจะทำได้ยาก ใช้เวลานาน และอาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการตรวจตั้งแต่แรกหลายเท่า
โดยเฉพาะ 2 ระบบที่ควรตรวจสอบอย่างละเอียดก่อนเทคอนกรีต ฉาบผนัง หรือปูกระเบื้อง คือ ระบบบำบัดน้ำเสีย และระบบน้ำดี เพราะทั้งสองระบบเกี่ยวข้องกับการใช้น้ำโดยตรง หากติดตั้งผิดพลาด อาจทำให้เกิดปัญหาน้ำขัง ท่อน้ำตัน น้ำรั่วซึม หรือแรงดันน้ำผิดปกติในอนาคตได้
ระบบบำบัดน้ำเสีย ต้องตรวจสโลปท่อให้ไหลลงถูกทิศทาง
สำหรับระบบบำบัดน้ำเสีย สิ่งสำคัญที่ต้องตรวจคือ “ระดับความลาดเอียงของท่อ” หรือสโลปของท่อระบายน้ำ โดยท่อฝั่งที่รับน้ำเข้าจะต้องอยู่สูงกว่าฝั่งที่ปล่อยน้ำออกเสมอ เพื่อให้น้ำเสียไหลลงได้สะดวก ไม่เกิดน้ำขังหรือการไหลย้อนกลับ
หากพบว่าท่อวางเสมอกัน หรือฝั่งรับน้ำอยู่ต่ำกว่าฝั่งปล่อยน้ำ ควรให้ช่างแก้ไขทันที ก่อนที่จะมีการเทคอนกรีตหรือปิดพื้นผิวทับ เพราะหลังจากปิดงานไปแล้ว การรื้อแก้จะทำได้ยุ่งยากมาก

การวัดระยะสโลปท่อน้ำทิ้งด้วยปรอทน้ำ
ระบบน้ำดี ต้องทดสอบแรงดันและเช็กจุดรั่วซึมก่อนปิดผิวงาน
ส่วนระบบน้ำดี สิ่งที่ต้องตรวจสอบเป็นพิเศษคือ “การรั่วซึมของท่อและข้อต่อ” เพราะระบบน้ำดีเป็นระบบที่ต้องรับแรงดันน้ำอยู่ตลอดเวลา หากมีจุดรั่วแม้เพียงเล็กน้อย แต่ถูกฉาบผนัง เทพื้น หรือปูกระเบื้องปิดทับไปแล้ว อาจทำให้เกิดปัญหาน้ำซึม ผนังชื้น พื้นบวม หรือกระเบื้องเสียหายตามมาได้
วิธีตรวจสอบที่ควรทำก่อนปิดงาน คือการทดสอบแรงดันน้ำด้วยเครื่องวัดแรงดัน โดยหลังจากอัดแรงดันเข้าสู่ระบบแล้ว ค่าแรงดันควรนิ่งต่อเนื่องอย่างน้อย 10 นาที และควรทดสอบด้วยแรงดันมากกว่า 5 บาร์ หากแรงดันไม่ตกและไม่พบรอยรั่ว จึงค่อยดำเนินงานขั้นตอนต่อไปได้อย่างมั่นใจ

เครื่องวัดแรงดันน้ำดีระบบคันโยก พร้อมเกย์วัดค่าแรงดัน หน่วยเป็นบาร์
ระบบระบายน้ำฝนบนหลังคา มี 2 ประเภท
สำหรับอาคารขนาดใหญ่ สิ่งสำคัญที่สุดในการระบายน้ำฝนออกจากอาคารคือการเลือกใช้ระบบระบายน้ำฝนที่ติดตั้งอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ซึ่งระบบระบายน้ำฝนบนหลังคาสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้
1.ประเภทแรกคือระบบระบายน้ำฝนแบบดั้งเดิม (Gravity System)
หรือระบบระบายน้ำฝนตามธรรมชาติโดยใช้แรงโน้มถ่วงของโลก ข้อเสียอย่างหนึ่งของระบบนี้คือระบายน้ำได้น้อยไม่เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากระบบจะดูดอากาศลงไปในท่อจำนวนมาก น้ำจะไหลวนเกาะขอบท่อลงไปได้เพียง 33% ของพื้นที่ภายในท่อ ทำให้ต้องใช้ท่อขนาดใหญ่และปริมาณมาก

2.ประเภทที่สองคือระบบระบายน้ำฝนแบบไซโฟนิค (Siphonic)
ระบบไซโฟนิค (Siphonic) คือระบบระบายน้ำฝนที่สามารถระบายน้ำได้อย่างรวดเร็วกว่า เมื่อเทียบกับระบบกราวิตี้ (Gravity) (ตามตารางเปรียบเทียบ) ความแตกต่างของระบบระบายน้ำฝนแบบไซโฟนิค (Siphonic)กับระบบระบายน้ำฝนกราวิตี้ (Gravity) ประการแรกคือ ตะแกรงหัวระบายน้ำฝนแบบไซโฟนิค (Siphonic) ที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อ ป้องกันการเกิดน้ำวน โดยป้องกันอากาศเข้าไปในระบบท่อ ประการที่สอง ท่อระบายน้ำฝนจะถูกออกแบบอย่างละเอียด เพื่อให้ระบบทำงานแบบไซโฟนิค (Siphonic) โดยการ Balance ความเร็ว แรงดันติดลบ และอัตราการระบายน้ำ ช่วยให้น้ำสามารถไหลออกได้เร็วขึ้น ทำให้ระบบทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

ไว้วางใจงานระบบสุขาภิบาลกับผู้เชี่ยวชาญ
จะเห็นได้ว่าการวางระบบสุขาภิบาลให้ครบถ้วนและถูกต้องตามหลักวิศวกรรมนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในการออกแบบ เลือกวัสดุ ติดตั้ง และตรวจสอบทุกขั้นตอน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพและมูลค่าของโครงการในระยะยาว ด้วยเหตุนี้การเลือกผู้รับเหมาที่ไว้ใจได้จึงเป็นเรื่องสำคัญ บริษัท วรพงษ์วิศวกรรม 1997 จำกัด ผู้ให้บริการรับเหมาก่อสร้างครบวงจร ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 38 ปี จึงเข้าใจดีว่างานระบบที่ดีคือรากฐานของอาคารที่มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นอาคารพักอาศัย อาคารสำนักงาน หรืองานรับสร้างโรงแรม ที่ต้องการมาตรฐานงานระบบระดับสูง การวางระบบอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นย่อมช่วยลดปัญหาในอนาคตและเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้
เริ่มต้นโครงการของคุณกับทีมวรพงษ์วิศวกรรม 1997 มืออาชีพ สามารถติดต่อได้ที่
Tel: 02-939-6461-2
Email: info@wel1997.com
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบสุขาภิบาล (FAQ)
1.ระบบสุขาภิบาลคืออะไร?
ระบบสุขาภิบาลคือระบบการจัดการน้ำในอาคารทั้งหมดทั้งเข้าและออกนอกตัวอาคาร โดยน้ำจะต้องผ่านกระบวนการต่างๆ เพื่อให้มีคุณภาพและความปลอดภัย ทั้งการนำน้ำสะอาดมาใช้และการระบายน้ำเสียออกอย่างถูกหลักสุขอนามัย
2.ระบบสุขาภิบาลมีกี่ประเภท?
แบ่งออกได้เป็น 7 ระบบหลัก ได้แก่ ระบบน้ำดี ระบบระบายน้ำโสโครก ระบบระบายน้ำทิ้ง ระบบบำบัดน้ำเสีย ระบบท่อระบายอากาศ ระบบท่อระบายน้ำฝน และระบบระบายน้ำภายนอกอาคาร
3.ระบบไหนสำคัญที่สุดและต้องตรวจสอบเป็นพิเศษ?
ระบบที่ต้องใส่ใจตรวจสอบมากที่สุดคือระบบบำบัดน้ำเสียและระบบน้ำดีเพราะหากผิดพลาดจะแก้ไขลำบากเมื่อปิดงานโครงสร้างแล้ว
4.ท่อชนิดไหนนิยมใช้ในงานระบบสุขาภิบาลมากที่สุด?
ท่อ PVC เป็นที่นิยมมากที่สุด เพราะใช้งานได้หลากหลาย ทั้งท่อน้ำดี ท่อโสโครก และท่อระบายน้ำ โดยเลือกขนาดและสีให้เหมาะกับการใช้งานแต่ละประเภท





Comments